2008/Jul/04

 

เจ้าชมพู สีสวย ถูกใจ แต่ง่า เปื้อนซะแระ ดำปี๋ มือใครหว่า มือข้าวอ้วนแหงมเลย เฮ้อ กลุ้มจายยยยยยยยย

 

ลองเช็ดด้วยแอลกอฮอล์+น้ำ ก็มะออก มะรู้จะทำไงดี

 

ก็เลยซื้อ notebook skin covering มาแปะติดให้มัน เค้าบอกว่า มัน non adhesive แปะติดแล้วไม่ทำให้ notebook เสียโฉมและไม่ทิ้่งคราบไว้บน notebook reusable เลยลองซื้อมาแปะเจ้าชมพู

 

อันก่อน หลังจากพยายามเช็ดขี้มือดำปี๋ของข้าวอ้วนออก

 

 

 

เช็ดไงก็ออกมะหมด

 

ภาพหลังแปะ จริงๆ ข้างล่างมันเปงลายการ์ตูนน่ารักเชีย แผ่นใหญ่กว่า notebook ตั้งเยอะ คิดๆ อยู่จะเอาตรงไหนดี เพราะตรงกลางมันเป็นสีชมพูเฉยๆ แต่สุดท้าย ตัดสินใจเฉือนลายการ์ตูนข้างล่างทิ้งหมด ให้เปงชมพูเรียบๆ พอ แล้วมีข้างบนเปงลายนิดหน่อ่ยพอ เฉือนลายขวาและซ้ายออก จนได้เปงชมพูเรียบๆ ดังนี้

 

 

 

สรุปแล้วไม่แปะดูสวยและไฮโซกว่า มีตรา Fujitsu ด้วย แต่ข้อเสียคือมันเปื้อนง่าย ง่า สงสัยต้องหาแบบใสๆ มาติด แต่เท่าที่หามันมะมี แล้วอีกอย่าง กลัวว่า แบบที่มันแปะหน้าจอ notebook ถ้าแกะออกแล้ว มันจะทิ้งรอยกาวเอาไว้ ถ้ามีแบบใสๆ ก็ดีจิ

 

อ้อ หลังจากเจ้าชมพูเพิ่ม ram เป็น 2 gb แย้ว เปิดปิดก็ยังช้ามักๆ เหมือนเดิม แต่เวลาเรียกโปรแกรม ทำงานอะไรก็เร็วขึ้นหน่อย แต่พอเปรียบเทียบกะเจ้า Fujitsu เก่าซึ่ง spec พอๆ กัน เจ้า Fujitsu เก่าเปิดและปิดเร็วกว่าซัก 10 เท่าได้

 

ก็เลยได้แต่ทำใจ ปลง เพราะมัีนเปง Vista เปิดปิดช้ามักๆ

 

ต่อบอกว่า รุ่นพี่ต่อมี notebook แบบ HDD เจ๋งๆ เลย RAM 2 GB ก็เปิดปิดช้ามักๆ เพราะใช้ Vista แง้ หนูจะเอาไปลง XP เถื่อนดีมะเนี่ย

 

แต่ปกติ ถ้าจะใช้งาน แล้วปิด จะใช้ function sleep คือปิดหน้าจอแทน พอเปิดมาก็ใช้งานได้ไวหน่อย ไม่ต้องเสียเวลา boot ใหม่เกือบ 5 นาที โหย ยังกะ notebook เราเก๊า เก่า เนอะ เบื่อ Vista เจงๆ ให้ตายเถอะ

 

 

2008/Jul/04

 

เมื่อวาน วันพฤหัส ไม่ค่อยสบาย ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ อ่อนเพลีย สงสัยคืนก่อน ห่มผ้าผืนเดียว (ซึ่งไม่พอ) สงสัยว่าจะโดนอ้วนแย่งผ้าห่มอีกผืนไปครอง

 

ตื่นมาก็บ่ายๆ กินข้าวต้มกะไข่ต้ม ก็ค่อยยังชั่ว ให้อ้วนไปส่งมหาลัย กะไปเดินโชว์ตัวหนึ่งรอบ แล้วกลับ กะไปดูว่า ได้ของที่สั่งมาหรือยัง (จาก entry ก่อนที่ตอนนี้มาแล้ว) เดินไปก็เห็น Iain  อยู่ใน tea room อ้า ได้เสนอหน้าเสร็จแระ แล้วก็แวะไปห้อง PhD แล้วไปดูจดหมาย ยังมะมา รอจน Iain ขึ้นไปข้างบน ก็ได้เวลากลับบ้าน

 

กลับไป ได้จดหมาย forward mail จาก Iain เพิ่งส่งมา ง่า ตามหัวข้อเลย แต่มะค่อยตกใจเท่าไหร่ เพราะอันนี้ impact factor มันค่อนข้างสูง แต่แค่รู้สึกแปลกๆ เพราะคราวก่อนส่งไป submit ที่ impact factor น้อยกว่านี้สามอาทิตย์ก็ตอบรับเลย

 

แต่ที่ตกใจมากคือ reviewers comment มายาวมักๆ โดยเฉพาะคนแรก เขียนมา 30 comments แบบละเอียดยิบ ตั้งแต่ชื่อหัวข้อ จนไปจบที่ reference!!!  Oh my god เกิดมามะเคยเห็นมาก่อน

 

โดยสรุป Editor บอกว่า เนื่องจากถ้าเราต้องแก้ไข manucript ตามที่ reviewer บอก ต้องใช้เวลานานและอาจจะนานเกินกำหนดเวลาที่เค้าให้แก้ไข เพราะฉะนั้น ถ้า you revise แล้ว you สามารถ resubmit ได้ โดยอ้างถึงการ submit คราวก่อน

 

วันนี้ไปถาม Iain ว่าจะเอาไงดี Iain บอกก็ revise สิ เราก็ถาม you จะ submit paper กะ journal ไหน Physiology ไหม

 

Iain บอกว่า Thesis ของเรา base on publication เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายคือ publication และไม่จำเป็นต้องเป็น high IF journal ก็ได้ น่าจะลองอะไรที่ต่ำกว่า Physiology หน่อย อาจจะเป็นพวก neuroendocrinology มันน่าจะดีกว่า try หลายๆ ครั้ง

 

อืม เราฟังก็ัยังมะค่อยเห็นด้วยอะ แง้ แต่ neuroendocrinology ก็มะได้ต่ำมากนะ ใกล้ๆ สาม แต่ก็รู้สึกว่า ถ้าได้สูงกว่านี้คงดี เพราะเราเฉยๆ กับการต้อง submit หลายๆ ครั้ง ถึงแม้ว่ามันจะ take time แต่มันก็คงพอดีกับการรอ paper อื่นๆ มั้ง

 

เดี๋ยวลองแก้ตาม comments ดู แต่คงต้องไปปรึกษา Iain ก่อน ว่าอันไหนควรแก้หรือไม่แก้ตาม เพราะมี reviewers สามคน แต่ละคน ความเห็นก็ต่างๆ กันไป บางประเด็นมันก็ OK แต่บางประเด็นก็ไม่เห็นด้วย

 

เมื่อคืนถึงแม้ว่า จะเป็นไข้ แต่ก็นับ NPY จนเสร็จ รู้สึกว่าต้องเร่งปั่นงานไงมะรู้ เหลืออีก 7 เดือนเต็ม แต่รู้สึกว่า ต้องทำอะไรอีกพอสมควรเลย

 

วันนี้มาดูผล NPY กลัวจะไม่ accurate ยังไงชอบกล เลยลอง double check ดู เพราะแม้มันจะ sig แต่รู้สึกว่า หลังๆ เราจะไม่ strict มากเหมือนตอนแรก เลยจะลองนับตอนแรกใหม่ เผื่อว่า ถ้ามันยังต่างอยู่ จะได้รู้ว่ามันต่างจริงๆ แต่ถ้ามันไม่ต่าง ก็ยอมรับว่ามันไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่ผลที่ sig นั้นสามารถอธิบายได้ง่ายและเป็นไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็น แต่ก็รู้สึกไม่มั่นใจไงมะรู้ ก็เลยว่าจะลองนับดูอีกทีนึง

 

 

2008/Jul/04

 

จริงๆ หัวข้อเรียงลำดับผิดไปนิดนึง

 

วันเดียวกะทีได้ Ram วันนั้นเด็กอ้วนไปเอาหนังสือพิมพ์ ที่ร้านขายหนังสือของมหาลัย ก็ไปเจอของลดราคา 75% ก็เลยไปลองๆ เดินดู เจอ compatible cartridge ที่ใช้กับ printer สีของ brother ที่บ้าน ที่หมึกหมดมาหลายเดือนได้ ข้าวอ้วนเลยซื้อมา จากเกือบๆ 20 เหรียญ เหลือแค่ 3.45 เหรียญเท่านั้น มาก็เอามาอวดใหญ่ เพราะจะได้ print สีได้ซักที ทุกวันนี้ ใช้แต่ laser printer เปงขาวดำ อันนี้ก็ซื้อหมึกที่มันลดราคามา 50 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ที่มันลดเพราะมีคนซื้อแล้ว ซื้อไปผิดรุ่นเลยเอามาคืน แต่เป็นของใหม่ ยังไม่ได้เปิดใช้ใดๆ

 

แล้วก็ซื้อแบตเตอรี่มาเปลี่ยนเครื่องชั่งน้ำหนัก digital ที่บ้าน เพราะแบตมันหมดแระ เดี๋ยวชั่งจาไม่ accurate

 

ว่าแต่ตั้งแต่เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ข้าวแม่ยังมะได้ชั่งเลย ชั่งครั้งสุดท้าย หลังจากกินเยอะๆ น้ำหนักขึ้นไป 45.2 เหมือนเดิม เหอๆ

 

หลังจากวันนั้นที่ข้าวแม่ขับรถให้ข้าวอ้วนดู ข้าวอ้วนก็เข้าใจการเลี้ยงคลัทช์แย้ว ว่าเปงไง ก็เลยลองหัดขับเอง ก็ฟังเสียงแล้ว ข้าวอ้วนเริ่มเลี้ยงคลัทช์เป็นละ แต่ก็ยังมีดับเป็นบางที เมื่อวานมีดับ 2 ครั้ง ตามสี่แยก แต่ขากลับไม่ดับเลย

 

วันนี้ขับมาแต่เช้า มาทางเดิมที่ขับแล้วดับประจำ เคยดับ up to 4 ครั้งได้จากบ้านมาถึงมหาวิทยาลัย

 

เมื่อเช้า เจ้าอ้วนทำ performance ได้ดีมักๆ ไม่มีดับ ไม่มีกระตุก แต่เนื่องจากตอนรอรถเลี้ยวขวา ตอนนั้นรถว่างๆ อยู่ แต่ไม่ไปซักที ข้าวแม่เลยตัดคะแนน เหลือ 9.5

 

ตอนนี้เด็กอ้วนมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกระดับแล้ว ว่าขับรถเกียร์กระปุกได้ แต่ต้องดูว่า จามี regression หรือป่าว

 

วันนี้ขณะนั่งกินอะไรใน tea room จู่ๆ เชอรี่ก็บอกว่า เราได้รับพัสดุนะ มาจากต่างประเทศ ท่าทางจะเป็นฮ่องกง เราก็อ๋อ สงสัยเป็น notebook covering skin ให้อ้วนไปดูใช่จริงๆ ด้วย แต่มันยับยู่ยี่นิดหน่อย คงเป็นจากขั้นตอนการส่ง เท่าที่อ้วนดูภายนอกก็ดูดี แต่แปะจอ 15.4 นิ้วน่าจะได้

 

เดี๋ยวกลับบ้านไปค่อยไปตัดให้พอดีกะเจ้าชมพู คราวนี้จะได้ไม่เปื้อน แต่เสียอย่าง คือ ตรา Fujitsu ก็จะหายไปด้วย แต่ไม่เปงไร ข้างในยังมีตราอยู่

 

2008/Jul/02

 

เนื่องจากเด็กอ้วนยังมีปัญหาทำรถดับตามสี่แยก กะเข้าเกียร์แล้วกระตุกบ่อยๆ ข้าวแม่ก็คอยบ่นๆ + สอนไปด้วย เพราะคนทีสอนข้าวอ้วนหัดขับรถเกียร์กระปุกสมัยก่อนโน้น ที่ข้าวอ้วนหัดขับรถใหม่ๆ ก็คือข้าวแม่น่ะเอง ตอนนั้นไปบ้านนอก เลยให้อ้วนลองขับอีแก่ซึ่งตอนนี้ขายไปนานมากแระ

 

หลังจากนั้น มากรุงเทพ อ้วนก็ไปโรงเรียนสอนขับรถ แต่ก็ขับแต่เกียร์ Auto มาตลอด

 

ข้าวแม่ไม่ได้ขับรถมาหกเจ็ดปีแระ แต่หัดขับรถตอนอายุ 16-17 ตอนนั้นขับเกียร์กระปุก พอมาเรียน กทม ก็ไม่ได้ขับเลย จริงๆ ก็สิบกว่าปีแล้วสินะ (แก่แล้วอะ แง้) แต่พอแต่งงาน ซื้อรถ ก็เป็นเกียร์ auto ก็ได้ขับบ้างเล็กน้อย เป็นตุ๊กตาหน้ารถซะส่วนมาก

 

และเนื่องจากบ่นอ้วนมาหลายวัน ประกอบกับไม่เข้าใจ ทำไมเด็กอ้วนขับรถดับประจำเลยฟระ วันนี้ก็เลยไปนั่งในรถ ปรับเบาะ start แล้วก็ขับออกจากบ้านเลย เหอๆๆๆๆ

 

ทั่วไปก็ OK มะมีปัญหาอะไร ความสามารถในการขับรถคงถูกบันทึกไว้เป็น reflex ไปแระ แต่อีตอนเปลี่ยนเกียร์ 3 นี่อะดิ หาตำแหน่งเกียร์ 3 ไม่เจอ แง้ เพราะปกติ มันจะผลักไปข้างหน้าตรงๆ อันนี้ผลักไปตรงๆ แล้วมะได้ ต้องไปทางขวาหน่อยนึง ทีนี้ก็ไม่มั่นใจ ขวาแค่นี้มันจะ 3 หรือจะ 5 ตะกี๊ก็ไม่ได้ทดสอบเปลี่ยนเกียร์่ก่อนออกจากบ้านมา แบบว่า start แล้ว ขับออกมาเรย แหะๆ

 

สรุป ขับไป ให้อ้วนช่วยเปลี่ยนเกียร์ตอนหลังๆ เพราะไม่มั่นใจ มันเปงเกียร์ 3 หรือเกียร์ 5 แต่ไม่ดับไม่ค่อยกระตุก สงสัยจะเป็นเพราะเลี้ยงคลัทช์ตอนเปลี่ยนเกียร์ และสงสัยเด็กอ้วนจะเลี้ยงคลัทช์มะเป็นหรือปล่อยคลัทช์เร็วไปมั้ง

 

พอมาถึงที่ เด็กอ้วนก็ไม่แน่ใจว่า ตอนเก็บ notebook ให้ข้าวแม่ หยิบปลั๊กมาด้วยป่าว เลยเปิดกระเป๋าเช็คดู อ้าว ลืมอีกแระ เลยให้เด็กอ้วนขับกลับไปบ้าน ไปหยิบสายปลั๊ก notebook มาให้

 

ได้ความว่า ขับกลับไปดับอีก 1 ที เหอๆ ทำไงดีเนี่ย จะสอนเด็กอ้วนยังไงดี

 

พอข้าวแม่มาถึงก็ไปดู pigeon hole ได้รับจดหมายสองฉบับ อิอิ สงสัย ram จะมาแระ

 

ข้างหน้าเขียนหราเลยว่า จดหมายนี้ถูกเปิดโดย Australian post for inspection by quarantine เพราะสงสัยว่า อาจจะมีสิ่งของที่ต้องกักกันจาก screening process โดยสุนัขและการ x-ray (พวกอาหาร นมเนย ถั่ว ไม้ เชื้อโรคต่างๆ etc.) แต่เปิดดูแล้วมะมีอะไร เลยส่งมาตามที่อยู่ที่ให้ไว้

 

เปิดดูก็เป็น ram พอเด็กอ้วนมาถึง ก็มาเห่อ บอกว่า ดีนะเนี่ย sticker ยังไม่ขาด ไม่เหมือนซื้อเมืองไทย sticker ที่แปะกล่อง ram ไว้ ขาดทุกที

 

จดหมายอีกฉบับส่งมาจากบริษัทยาอะไรซักอย่าง บอกว่า ให้เอาจดหมายนี้ไปแล้วร่วมลุ้นรางวัลในงาน ENDO 08 ง่า ช้านกลับมาบ้านแระ เพิ่งได้จดหมาย แล้วจาไปลุ้นยังไงทัน
 

 

ตอนนี้ข้าวแม่มา up blog ก่อน เดี๋ยวจะขึ้นไปทำงานแระ แล้วให้เด็กอ้วนเอา ram กลับไปเปลี่ยนให้เจ้าชมพูที่บ้าน เย็นๆ ค่อยให้อ้วนมารับ

 

ว่าแต่วันนี้จะได้ทำงานจริงป่าวหว่า แหะๆ

 

2008/Jun/30

 

 

วันนี้ทำกับข้าวกินกันสองคน ก็มีไข่่เยี่ยวม้า ก็เอาไข่เยี่ยวม้า มาต้ม ปกติ จะชอบทำไข่เยี่ยวม้ากะเพรากรอบ

 

แต่คราวนี้ ไม่มีกะเพรา ไม่มีหมูสับ แหะๆ เลยทำไข่เยี่ยวม้าหมูเจ โหระพากรอบ ใส่พริกจีน

 

กระทะจะโทรมนิดนึง เพราะใช้มานานมักๆ แระ ขี้เกียจซื้อใหม่ ก็ใกล้จะกลับแย้วนิ

 

 

ใส่จาน

 

 

แย้วก็เนื่องจากข้าวแม่อยากกินกระดูกหมู ก็เลยต้มน้ำแกงกระดูกหมูไว้ ถามอ้วน อยากกินอะไร น้ำแกงหัวไชเท้ามั้ย อ้วนบอกอยากกิน เลยไปตระเวณหาซื้อหัวไชเท้ากัน ตามร้านผักมะมีเลย

 

แต่ไปร้านฮ่องกง เป็นร้านจีน ขายอาหารเอเชีย มีด้วย โลละ 3.99 ก็หยิบหัวไชเท้ามาสองหัวใหญ่ เหอๆ แค่สองกิโลก่าๆ งานนี้ ค่าหัวไชเท้า 8 เหรียญ!! เอิ๊กๆ แพงเท่ากระดูกหมูสองกิโลเรยยย

 

ต้มหม้อใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม แต่ตักมากินมื้อแรกแค่นี้ก่อน

 

 

แล้วก็เนื้อทอดที่เหลือเมื่อเช้า เอามาอุ่น ข้าวแม่กินซะเกลี้ยงเลย เพราะเจ้าอ้วนไม่กินเนื้อ

 

 

จากน้ำหนักที่ลดลงไป คงขึ้นมาแซงหน้าของเดิมได้ในไม่ช้าแหงม เอื๊อก

 

วันนี้นั่งทำ progress report ของมหาลัย ของ กพ ของคณะ เสร็จหมดแระ ช่างเยอะจริงจริ๊ง แต่ก็ copy paste เพราะมันก็เนื้อหาเหมือนๆ กันน่ะแหละ แต่ form ต่างกัน มะชอบทำงานเอกสารพวกนี้เลย แต่ก็ต้องทำ

 

เดี๋ยวว่าจะดูหนังพร้อมนับ NPY ไปด้วย ไม่เสร็จซะที แหะๆ

 

แต่อิ่มๆ แบบนี้สงสัยเดี๋ยวจะง่วงแหงม

 

 

2008/Jun/30

 

 

เมื่อวานเย็น นัดกะโอไปกิน mud crab กันที่ร้านเดิม ไปกันสามคน ตอนแรกสั่งปูมาหนึ่งตัุวใหญ่ ตัวใหญ่พอสมควร แต่ รู้สึกว่าเนื้อน้อยไม่ค่อยเป็นท่อนใหญ่ๆ แบบคราวก่อน หรือว่า เราไปติดใจเนื้อปูแท่งใหญ่ๆ สดๆ ที่ San Fran หว่า คราวนี้รู้สึกว่าไม่ได้กินเนื้อปูเท่าไหร่

 

1 จานใหญ่ กินกันสามคน จานนี้ 71 เหรียญ หมี่อร่อยดี ปูก็อร่อย แต่ไหงรู้สึกกินเนื้อมะสะใจมะรู้

 

 

 

 

 


 

แย้วเด็กอ้วนก็ยังมะอิ่ม เลยสั่ง Deep fried chicken ribs อีก 1 จานใหญ่

 

และสั่งหมี่ผัดเฉยๆ แบบไม่มีปู อีก 1 จาน

 

สามคนอิ่มแปล้ 90 กว่าเหรียญ ถือว่าไม่แพงนะ เพราะ mud crab เค้าขายปอนด์ละ 19.9 เหรียญ และสั่งอย่างอื่นมาอีกตั้งหลายอย่าง

 

แต่ที่สำคัญ คือ เมาท์ เมาท์ เมาท์กระหน่ำ อิอิ แค่นี้ยังเมาท์ไม่พอ ต้องไปต่อกันที่ร้านกาแฟ แต่ร้าน Crown ร้านประจำจะปิดแระ เพราะเกือบสองทุ่มครึ่งแระ เลยไปต่อกันที่ Starbucks อ้วนกะโอกินกาแฟคนละแก้ว แล้วก็ได้เริ่มขบวนการ เมาท์ เมาท์ เมาท์ต่อ จนโอบอกว่า เจ๊ปั้น จริงๆ แล้ว เปงเพื่อนสาวของข้าวแหม่แม่ อิอิ

 

ก็นินทาให้โอฟัง ปกติ ถ้าปั้นคุยโทรสับกะโอจะคุยกันนานมาก เป็นชั่วโมง เมื่อวานตอนแรก บอกให้โทรไป ไม่โทร มะโทร แต่พอเธอได้คุยกันเท่านั้นแหละ เธอก็เมาท์ๆๆ มะหยุดเรย แบบว่า non stop ฮ่ะ พอเธอวางสาย เธอก็บอกว่า เห็นมั้ย บอกว่ามะอยากโทร พอโทรแล้วมันหยุดมะได้ เหอๆๆๆๆ เจ๊ปั้นเธอช่างเมาท์จริงจริ๊ง

 

 

พอเมาท์กันได้ที่ ตั้งแต่หกโมงจนเกือบสี่ทุ่ม โอก็ขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟ ปรากฎว่า เมาท์กันยังมะจบฮ่ะ แต่ถึงแระ ต้องลงแระ อิอิ

 

นี่อาทิตย์หน้าก็นัดโอแระ โอว่าจะไป Springvale ว่าจะชวนโอไปกินชาบูที่ร้านข้าวแกงเค้าเพิ่งเปิดให้บริการใหม่ซะหน่อย ไม่รู้ว่าจะอร่อยป่าวนะ

 

อ้อ ช่วงนี้เงินเข้าบัญชีแระ เงินทุนของคณะ ที่ควรจะได้ตั้งแต่ 1 กุมภา เพิ่งได้วันที่ 27 มิถุนายน !!! 5 เดือน อารายเนี่ย นี่ดีนะ ได้เงินจาก กพ เป็นหลัก ไม่งั้นคงอดตายแหงม แต่ดีหน่อย คณะปรับเงินเพิ่มให้หน่อยนึง แถม rate ดี เพราะช่วงนี้เงินบาทอ่อนมัก 

 

วันนี้เงินประจำ 3 เดือนของ กพ ก็เข้าแระ มีตัวเลขในบัญชีให้ชื่นใจหน่อย + เงินค่าประกันสุขภาพ ค่าหนังสือหรือค่าอะไรอีกมะรู้อีก 600 กว่าเหรียญ ก็โอเค จะได้เอาไปซื้อ health insurance ต่อถึง 2 กุมภา เอ หรือถึง 1 กุมภาดี

 

เพราะคราวที่แล้ว ซื้อตั๋ว 1 year return ไว้ บินวันที่ 2 กุมภา แล้วเค้าจองตั๋วกลับให้ไกลที่สุดที่ทำได้คือเดือน พฤศจิกา วันศุกร์โทรไปเลื่อนวันกลับมาเรียบร้อยแระ ไกลที่สุดที่อยู่ได้คือ 2 กุมภา จากนี้ไปคงต้องจัดการ paper, lab และ thesis ให้เรียบร้อย เหลืออีก 7 เดือนเต็ม สงสัยจะต้องเริ่ม count down แล้วนิ

 

 

 

 

2008/Jun/28

 

ตั้งแต่กลับมาจาก SF นอนมะเปงเวลาเลยวุ้ย นอนกันตั้งแต่หกโมงเย็นบ้าง ทุ่มบ้าง สองทุ่มบ้าง บางทีก็ตื่นมาสามสี่ทุ่ม เล่นไรถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง แล้วก็นอน

 

แรกๆ ข้าวแม่ตื่นตีสาม (10 โมงที่โน่น) ต่อมา ตื่นตีสี่ ตีห้า ตอนนี้ ตื่นคงที่ราวๆ 6-7 โมงเช้า ตื่นมาหิว ท้องร้องจ๊อกๆๆๆๆ

 

ชั่งน้ำหนักตอนนี้ ผอมกันเปงทิวแถว ข้าวแม่เหลือ 44.4 (ทั้งๆ ที่ไปโน่นกินแหลก) ข้าวอ้วน กลับมาใหม่ๆ 83 โล (สงสัยตอนยังไม่อึ) ตอนนี้เหลือ 78 กว่า ๆ แระ เพราะข้าวเย็นไม่ค่อยได้กินกัน มัวแต่หลับ แล้วก็เล่นเกม ติดเกมงอมแงม ผอมเรยยยยยยยย

 

ช่วงนี้ข้าวแม่ก็ได้แต่นอน นอน และนอน นอนจนเบื่อเรย lab ก็ยังมะได้ไปทำ รอคนที่เค้ามี fetal tissue กลับมาก่อน หลัง 4 กค เค้าจะ provide tissues บางส่วนให้มั้ง

 

แล้วส่วนใหญ่ก็จัดการเบิกเงิน จะจัดการเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย

 

วันพฤหัส ป้าไต๊กลับเมืองไทย ถามป้าออกกี่โมง เครื่องบินออกสี่โมง ป้าบอกจะออกจากบ้าน 11 โมง จนเที่ยงกว่าๆ เกือบบ่ายก็ออกมาพร้อมกระเป๋าพังๆ ที่ว่าลากไป ของอาจจะหลุดออกมาได้ เลยไปซื้อเทปกะข้าวอ้วน กว่าจะแปะ ทำโน่น นั่น นี่ ก็จะบ่ายโมงแระ พวกเราก็เดินไปส่งป้าไต๊ขึ้นรถไฟกัน ด้วยเหตุที่ว่า ข้าวอ้วนไม่ได้ขับรถเกียร์กระปุกนานมากกกก และขับไม่ค่อยคล่อง ยังไม่ได้ฝึก

 

พอนั่งอยู่ห้องรับแขกซักพัก มีคนมาเคาะประตู ก๊อกๆ อ้าว ป้าไต๊กลับมาจากเมืองไทยแระเหรอ เร็วจัง ยังไม่ทันถึงครึ่่งชั่วโมงเรย ได้ความว่า ลืม e tickets เลยกลับมาเอา และก็เกรงว่า ขึ้นรถไฟจะไม่ทันแน่ๆ เพราะไม่ใช่เวลาเร่งด้วน นาน น้าน รถไฟมาที เลยบอกให้อ้วนขับไปส่งเรยแระกัน

 

ข้าวแม่เลยต้องนั่งรถไปเป็นเพืื่อนด้วย เป็นห่วงข้าวอ้วนตอนขับกลับคนเดียว

 

ตอนแรกข้าวอ้วนขับไปก่อน แต่สงสัยจะกระตุกกะไม่ทันใจป้าไต๊ ก็ตอนนั้นมันบ่ายโมงครึ่งแระ สุดท้ายป้าไต๊ก็ยอมจ่ายค่า city link 11.50 เหรียญ ไปคล้ายๆ ทางด่วนบ้านเรา ขับไป 30 นาทีเป๊ะ ถึงสนามบินเรย เพราะถ้าต้องไปในเมือง ไปต่อ shuttle bus ก็ต้องจ่าย ไปกลับ 25 เหรียญ

 

ขากลับ เด็กอ้วนขับกลับมามะมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะมันเป็น high way โล่ง ตลอด

 

พอใกล้ๆ ถึงบ้าน ต้องเปลี่ยนเกียร์ ก็กระตุกเชีย แถมมีดับนิดหน่อย เหอๆ เด็กอ้วนมีปัญหาเรื่องผ่อนคลัช กะเหยียบคันเร่งซะมิด แต่ข้าวแม่ก็ไม่กล้าขับ เพราะไม่ได้ขับมานานแระ ขับไปขับมา เหลือปัญหากะเกียร์ 1 กะเกียร์ 2 นอกนั้น OK แระ บางทีก็ทำได้ดี บางทีก็ยังติดๆ ขัดๆ อยู่ สงสัยต้องฝึกอีกหน่อย ป้าไต๊กลับมา ขับเก่งได้เปงคนขับรถแหงม

 

วันศุกร์ ก็ให้อ้วนขับรถไปส่งที่โรงเรียน จัดการธุระกะพวกใบเสร็จเบิกค่าโรงแรม แล้วก็ถาม Mandy ได้ submit abstract for ESA ให้เรายัง Mandy บอกว่ายัง register ให้เฉยๆ ตายละหว่า มันหมดเขต 17 มิถุนา เราก็นึกว่ีา submit ให้ไปแระ เพราะส่งให้ Iain แระ ปกติ Iain จะส่งให้ Mandy ง่า

 

ตอนแรกตกใจมัก แต่ดูอีกที deadline ที่รับ abstract ที่ปิดไปแล้ว คือ oral presentation ก็ยังดีฟระ abstract for poster only ยังมะปิด ปิดสิ้นเดือนนี้ ค่อยยังชั่วหน่อย ดีที่ไหวตัวทัน เพราะไม่มี email ส่งมา confirm เรย ปกติมันต้องมี ถ้ามะงั้นโดน Iain บ่นตาย

 

แย้วพอจัดการธุระเสร็จ เด็กอ้วนก็ขับไป Springvale ไปซื้อไรกินแล้วกลับบ้าน

 

ช่วงใกล้ๆ สี่โมง Mandy ส่ง email มาว่า ให้ไปหาหน่อยเรื่องเบิกเงิน ง่า อยู่บ้านแล้ว ให้เด็กอ้วนขับรถไปส่ง ใช้เวลา 5 นาที ขึ้นไป ถามแค่ว่า you จะ copy ใบเสร็จไว้มั้ย เรื่องแบบนี้มะต้องห่วง copy ไว้ตั้งนานแย้ว กลัวแต่มีปัญหาว่า ที่ตัดบัตรเครดิตของเรา มันเป็นบัญชีไทย ชื่อ hotel เป็นภาษาอังกฤษ เงินตรงกัน แต่ชื่อเจ้าของบัญชี่ที่ print ไปให้ มังเปงภาษาไทยอะ เลย copy ใบขับขี่รถยนต์แบบใหม่ ที่มีชื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษแนบไป หวังว่า เค้าคงจะเทียบได้นะว่ามันตรงกัน

 

วันนี้วันเสาร์ ทำกับข้าวกินกะอ้วนสองคน ยังมะได้ทำไรเป็นชิ้นเป็นอันเรย ได้แต่จัดการ email เอกสารต่างๆ ส่งกลับไปกลับมาให้กับทางคณะ แล้วก็ทำ annual progress report 3 อันแน่ะ เยอะชิบป๋งเรย ว่าจะนับ NPY ให้เสร็จ จะเสร็จป่าวหว่า

 

 

2008/Jun/28

 

กลับมาจาก San Fran มีของใหม่ๆ กลับมาเพียบบบบบบบบบบ เอาเิงินไป 2500 เหรียญ เหลือกลับมา 300 เหรียญ เอิ๊ก ทั้งเที่ยว กิน และ shopping สนุกสนานจริงๆ

 

เริ่มจากเจ้า notebook ตัวเล็ก Fujitsu สีชมพู ขนาด 10.6 นิ้ว กะทัดรัด น้ำหนักเบามักๆ หน้าจอ OK อ่านได้ดี และเวลาขยายหน้าจอ รูปและตัวหนังสือก็ใหญ่ขึ้น ได้มาก เหมือนดูจากหน้าจอใหญ่ๆ ไม่ผิดเพี้ยน และแป้น keyboard ก็เท่าขนาดปกติ ถือว่า พอใจ ต่อซื้อแผ่นปิดหน้าจอมาให้ด้วย เลยแปะมาจากที่ SF เรียบร้อย

 

แต่ยังมะมี แผ่นปิดฝาด้านบน notebook กันเปื้อน เลยสั่งซื้อไปกะทาง ebay แระ สีชมพูหวานแหวว รวมราคาและค่าขนส่งก็ 13 เหรียญ

 

อ้อ อีกอย่าง เนื่องจากเป็น Vista home มี Ram แค่ 1 GB ทำให้เวลาเปิดและปิดช้ามัก แต่เวลาเล่น ไม่มีปัญหาอะไร เลยสั่งซื้อ Ram 2 gb ทาง ebay เช่นกัน ตอนแรกเจ้า้อ้วนก็บ่น ไม่ยอมซื้อมาจากเมกา 99 เหรียญ แต่พอมาเช็คราคาที่ออสเตรเลียถูกกว่าเยอะมัก เหลือ 60 กว่าเหรียญ และพอเช็คจาก ebay Ram ใหม่ ของ Kingston 42 กว่าเหรียญ บวกค่าขนส่ง 10 เหรียญ รวมเป็น 52 เหรียญ ถูกกว่าเมกามักๆ เจ้าอ้วนเลยบ่นมะออกเรย อิอิ

 

ตอนแรกเจ้าอ้วนบ่น เอาเงินไปไว้ที่ paypal ตั้ง 1000 เหรียญ ไม่รู้จะซื้ออะไร เหอๆ คงได้ซื้อสนุกแน่ เพราะรอ iphone รุ่นที่จะออกใหม่ เพราะนี่ขนาดมันยังไม่ออกมา มีขายแย้วใน ebay คือประมาณว่าจ่ายตอนนี้ได้ของวันที่ 11!!

 

ของข้าวแม่ยังมะหมด ยังมีกระเป๋า samsonite laptop tote อีกสองใบ สีครีมกะสีดำ ตอนนี้ใช้สีครีมเปงหลัก สีดำยังมะได้ใช้ ก็ดี สะดวกดี ควัก notebook ได้ง่าย รวดเร็ว อย่างใจ และมีที่กันกระแทกสำหรับ notebook โดยเฉพาะ ซึ่งเคยมีรูปที่ต่อเคยถ่ายไว้ให้ใน entry ก่อนๆ แระ ขี้เกียจถ่ายอีก เดี๋ยวสวยไม่เท่า

 

แล้วก็ battery N50 ของแท้ของ Fuji สำหรับกล้อง Fujit อันใหม่

 

รวมๆ ของข้าวแม่ ที่ฝากต่อซื้อ ก็ laptop + กระเป๋า 2 ใบ + fuji N50 battery ก็ 1200 เหรียญนิดๆ จำมะได้นิดเท่าไหร่ แต่จ่าย 1200 แค่นั้นแหละ แหะๆ 

 

อ้อ เกือบลืม เสื้อกันหนาวสีชมพูหวานแหวว แต่อุ่นมักๆ จาก SF อีก 20 เหรียญ

 

และก็ Nail Gift Set & Body lotion อีก 34 เหรียญ ซึ่งปกติข้าวแม่เกิดมาไม่เคยทาสีเล็บเลย อันนี้ก็ไม่ใช่ที่ทาสีเล็บ แต่เป็นแท่งๆ คล้ายๆ แท่งโฟมแข็งๆ มีอยู่ 3 หน้า ใช้ขัดเล็บ ขัดแล้วเงางามมักๆๆๆๆ ยังกะทาเคลือบเงา ทั้งๆ ที่ไม่ทาอะไรเลย อยู่ได้ตั้งแต่ตอนลองจนบัดนี้ ยังเงาอยู่เลย เพราะลองแค่ข้างเดียว อีกข้างยังมะได้ทำ เอาไว้เปรียบเทียบกัน แหะๆ เลยเล็บเป็นมัน เงางามข้างนึง อีกข้างนึงเปงเล็บปกติ ก็สวยดี สวยเงางามแบบไม่ต้องทาน้ำยา ชอบๆ และมี body lotion มากะ set ด้วย หอมมักๆ ทาแล้วผิวนุ่มดี ชอบจัง แต่ก็กลับมาขี้เกียจทา ขี้เกียจสวย วันไหนอยากสวยๆ ค่อยทา แหะๆ

 

ต่อไปเป็นของข้าวอ้วน

 

ข้าวอ้วนได้ Nintendo DS Lite สีแดง - $141.04, Final Fantasy III - $32.54, Final Fantasy Crystal Chronicle: Ring of Fate - $43.35, Zelda: Phantom Hour Glass - $37.92, Wii Trauma Center: New Blood - $54.20, แผ่นปิดหน้าจอ DS Lite - $5.37 (ราคาทั้งหมดรวม tax 8.5%)

 

ข้าวอ้วนเล่นเกมเปรมไปเลย battery ก็อยู่ได้นาน แต่ต้องมาซื้อที่ charge DS ที่ออสเตรเลีย เพราะ input รับได้แค่ 120 V. ซึ่งก็ซื้อ adaptor ที่ Toys R Us 18 AUD แต่คิดไปก็ยังถูกกว่าซื้อเกมที่นี่


นอกจากนี้ ของข้าวอ้วนยังมีที่ ipod charger ราคา 31.5 เหรียญ และหนังสือ Excel VBA และหนังสือ Python References อีก 45 เหรียญ

 

ยังไม่หมดแค่นั้น ยังซื้อกระเป๋า Victoria Secret มาฝากบรรดาแฟนๆ ข้าวอ้วน + Mandy มันลดราคากระหน่ำ ใบโตมักๆ เหลือแค่ 10 เหรียญ สรุปซื้อมา 4 ใบ รวม tax ด้วย เป็น 43 เหรียญ ตอนแรกเค้าคิดเงินเราผิด สามสิบกว่าเหรียญ แต่ด้วยความเปงคนดี เลยบอกเค้าคิดเงินผิด อิอิ

 

นอกจากนี้ ยังมีกระเป๋า ฟรี อีกสามใบ จาก meeting เป็นกระเป๋ามาจากการประชุมใบนึง แล้วเป็นถุงอย่างดี อีกสองใบ ได้ตอนไปเอาของแจกฟรีตาม boot ต่างๆ

 

แล้วก็ปากกาดีๆ ตรึมมมมมมมมม บวกกับหูฟังที่ boot ต่างๆ แจก ตรึมมมมมมมมม ตอนนี้มีหูฟังเต็มบ้าน ทั้งๆ ที่พวกนี้คุณภาพก็ถือว่าดีมักๆ แย้วนะ แถม ทำเป็นลูกรอกเก็บสายได้อีก แต่ทายว่า ถ้าคุณชายอ้วนทำหูฟังพัง คุณชายอ้วนก็ต้องไปซื้อหูฟังใหม่ แพงๆ อีกแหงม กลับมา

 

เด็กอ้วนขอข้าวแม่ซื้อ HDD 320 GB มันลดราคาอยู่ เหลือแค่ 149 เหรียญ เอาไว้เก็บหนังของข้าวอ้วน ข้าวแม่ก็โอเช

 

แล้วก็ซื้อ wireless mouse ของ logitech ใหม่ให้เจ้าชมพู 38 เหรียญ เพราะข้าวแม่ไม่ชอบใช้นิ้วลากๆ ถนัดใช้ mouse มากก่า แล้วก็ซื้อ SD 2 GB เสียบไว้ให้เจ้าชมพูอีก 20 เหรียญ เอาไว้ใส่ข้อมูลต่างๆ เสียดายที่เจ้าชมพูอ่าน SDHC มะได้ เลยได้แค่นี้ 2 GB แต่ข้าวแม่ไม่อยากได้ที่เสียบห้อยๆ เพิ่ม ทั้งๆ ที่ thumb drive 8 gb ของ sand disk ก็ลดราคาเหลือแค่ 20 เหรียญแต่มะเอา มันห้อยๆ ยื่นๆ มะชอบ

 

 

ตอนนี้มองไปทางไหน ของก็เต็มบ้านไปหมดเลย เหอๆ

 

โทรไปถาม กพ วันก่อน เค้าบอกว่า เค้าให้ค่า shipping ทั้งหมด 300 US$ เอ มันจะขนได้เท่าไหร่กันหนอ หาจาก website ก็มะเจอ แต่ยังไงคงขนของกลับแหงม เพราะเค้าให้ค่าขนส่งมาแย้วนี่นา

 

 

2008/Jun/24

 

เอารูปไปแปะเพิ่มในนี้ค่ะ 

 

http://primmy22.multiply.com/photos/album/16/San_Francisco3 

 

แล้วก็เอาแต่ภาพคนมาแปะเช่นเคยค่ะ

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2008/Jun/24

 

 

รูปเยอะอีกตามเคย post หมดไม่ไหว เอาแค่รูปคนมาแปะบางส่วน

 

ส่วนรูปอื่นๆ ไปดูได้ที่นี่ค่ะ

 

http://primmy22.multiply.com/photos/album/15/San_Francisco2 

 

ไม่ได้เรียงลำดับภาพ นี่เป็นวันท้ายๆ เดี๋ยวเอารูปอันแรกๆ มาแปะใหม่อีกทีค่ะ